-
แพทย์ซักประวัติอาการโรคหืด
มีอาการไอหอบ หายใจมีเสียงหวีด เป็นๆ หายๆ หรือมีอาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไอมากในเวลากลางคืน หรือคนที่ไอเรื้อรังหลังจากเป็นไข้หวัด
ฟังการหายใจเพื่อดูว่ามีหลอดลมตีบหรือไม่ โดยฟังจากเสียงหวีดที่ทรวงอกทั้งสองข้าง
-
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
-
การทดสอบภูมิแพ้ (Allergy testing)
เพราะผู้ป่วยโรคหืดบางส่วนมีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย การทดสอบดังกล่าวจึงช่วยให้ทราบสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นต้นเหตุของอาการหอบหืดได้อีกด้วย จะได้เลี่ยงได้ถูก
-
การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry)
การตรวจสมรรถภาพปอด โดยเครื่องมือ Spirometry ควรทำในเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป เพื่อวัดปริมาตรและความเร็วลมที่ออกมา
ถ้าหลอดลมตีบความเร็วลมที่เป่าออกมาจะลดลง ซึ่งถ้าพบว่ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจ หรือ หลอดลมตีบ ต้องให้ผู้ป่วยพ่นยาขยายหลอดลม เพื่อตรวจความเร็วลมที่เป่าออกมาซ้ำอีกครั้ง
ถ้าค่าการตรวจความเร็วลมดีขึ้นมากกว่าเดิม 12% ก็สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคหืด (ผู้ป่วยโรคหืดควรได้รับการตรวจสมรรถภาพปอดทุกคน เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดจริงหรือไม่ หรือรุนแรงของโรคอยู่ในระดับไหน)
-
การใช้ Peak Flow Meter คือ วิธีตรวจสมรรถภาพปอดแบบง่ายๆ ที่ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยวัดความเร็วลมสูงสุดที่เป่า ซึ่งจะสามารถประเมินความรุนแรงของโรคได้
การวัดความไวของหลอดลมต่อสิ่งกระตุ้น (Bronchial provocation test) บางครั้งแพทย์จะวินิจฉัยโรคหืดด้วยวิธีนี้ ในกรณีผู้ป่วยไม่มีอาการหอบ เพราะค่าการตรวจสมรรถภาพปอดจะออกในเกณฑ์ปกติ ทำให้วินิจฉัยโรคหืดไม่ได้
วิธีการวัดความไวของหลอดลมทำได้ไม่ยาก โดยให้ผู้ป่วยเป่าลมในการตรวจสมรรถภาพปอดแล้วให้สูดดมสารกระตุ้นเช่น สารเมธาโคลีน (Methacholine) หลังจากนั้นวัดค่าการเป่าลมซ้ำแล้วค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นของสารกระตุ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งค่าเป่าลมลดลง 20% ซึ่งแพทย์จะแปลผลและวินิจฉัยโรคหืดได้จากการนำค่าสมรรถภาพปอดที่ลดลงและขนาดของสารกระตุ้นมาเขียนเป็นรูปกราฟ
-
นอกจากนี้แพทย์อาจสั่งตรวจเอกซเรย์ปอดเพิ่มเติม
