ในเด็กระดับกรดยูริกในเลือดจะอยู่ในช่วง 3 – 4 มก./ดล. เนื่องจากมีการขับออกทางไตได้ดี เมื่อเข้าวัยหนุ่มสาว ในผู้ชายค่ากรดยูริกในเลือดจะเพิ่มขึ้น 1 – 2 มก./ดล. และมักจะคงที่ระดับนี้ไปตลอดชีวิต ในขณะที่ผู้หญิงแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่าจนกว่าจะหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน ซึ่งมีฤทธิ์ในการเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ หลังวัยหมดประจำเดือนระดับกรดยูริกในผู้หญิงจากค่อยๆ สูงขึ้น จนมีค่าใกล้เคียงกับระดับกรดยูริกในเลือดของผู้ชาย
ระดับกรดยูริกในเลือด ที่มากกว่า 9 มก./ดล. จะทำให้การเกิดโรคเกาต์ต่อปีสูงขึ้นถึง 4.9 % เมื่อเทียบกับคนที่มีระดับกรดยูริกในเลือดน้อยกว่า 7 มก./ดล. จะพบเพียง 0.1 % เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีภาวะกรดยูริกในเลือดสูง ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการของโรคเกาต์ แต่มักจะพบอาการทางเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วนลงพุง และโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน